จากที่ได้ไปรับน้องที่ประจวบคราวนี้ก็ได้เห็นอะไรหลายอย่างในเทคโนที่เปลี่ยนแปลงไป อาจเป็นเพราะเราเองไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมตั้งแต่พ้นปี 2 ขึ้นมา แต่อย่างนึงที่เห็นได้ชัดคือ วันรับน้องที่ทุกๆปีจะต้องจัดในช่วงเทอมแรกประมาณว่าจัดให้เร็วที่สุดเท่าทีจะทำได้เพื่อให้น้องๆยังรู้สึกว่าชั้นเป็นเฟรชชี่ และวันเป็นวันเสาร์อาทิตที่จะให้พี่บัณฑิตที่มีงานทำได้เข้ามาทำกิจกรรมกับน้องเพื่อสร้าง Contract ไว้เผื่อว่าในอนาคตจะได้พึ่งพาพี่ๆได้ ตั้งแต่ปีที่แล้วที่จัดไประยอง ระบบการจัดรับน้องก็เปลี่ยนไป จนมาถึงปีนี้ ทำให้พี่ๆว่าจะปีไหนหรือพี่บัณฑิตไม่สามารถไปรับน้องได้ด้วยเหตุผลที่ว่า"มันจัดวันธรรมดา" ลองคิดดูว่าการที่เราเป็นเรียนจบแล้วจะได้กับมาพบเจอบรรยากาศรับน้องจะมาได้อีกซักกี่ครั้งกัน แต่พี่ๆทุกคนไม่ได้โกรธ หรือโทษน้อง แต่กลับโทษตัวเองที่ไม่สามารถสร้างความรู้สึกให้น้องเห็นความสำคัญตรงจุดนี้ได้ ก็ได้แต่ปล่อยเลยตามเลย
เรื่องวันก็เรื่องนึงเรื่องงานก็อีกเรื่องนึง จากที่ได้ไปร่วมกิจกรรมในงานรับน้องครั้งนี้ ก็พบปัญหามากมายซึ่งปัญหาพวกนี้ไม่ใช้เรื่องหนักหนาสากันอะไร ถ้าน้องรู้จักจัดการกับมันไม่ว่าจะเรื่องที่พัก อาหารการกิน กิจกรรม และการจัดสรรค์เวลา ขอพูดเรื่องเวลาก่อน เราได้อ่านกำหนดการของน้องก่อนแล้วส่วนนึง แต่ก็คิดเสมอว่าน้องจะต้องมาบอกเวลานัดหมายอีกทีซึ่งก็เปล่า ทำให้เวลาค่อยข้างงง แต่นี้เป็นเรื่องเล็ก ต่อมาอาหารการกิน ไม่ได้บอกว่าไม่พอ เพราะเราเข้าใจในเรื่องงบประมาณ เรื่องกิจกรรมน้องทำได้โอเพราะเรื่องนี้เราไม่ค่อยถนัดเลยไม่อยากวิจารณ์ เอาเป็นว่ากิจกรรมปี 4 กร่อยก้าบ อิอิ ออกตัวก่อนเลยว่า เราสันไม่เป็นจริงๆ ดีที่ได้พี่บัณฑิตมาช่วย เอาตัวรอดไปได้ การแสดงปี 4 จะว่ามีก็ได้ไม่มีก็ได้ (ต้องขอโทษหนูกะปอมด้วยนะ)แล้วเรื่องที่อยากจะพูดมากที่สุด เรื่องที่พักที่ไม่พอ จะว่าไม่พอไม่ได้ ต้องบอกว่ามันไม่ลงตัว ที่บอกว่าอยากพูดเรื่องไม่ใช่ยังโกรธอยู่หรอกนะ แต่ตกใจ และแปลกใจกับการจัดลำดับความสำคัญของน้องว่าเป็นไปได้ถึงเพียงนี้
ขอท้าวความกลับไปจากคำบอกเล่าของรุ่นพี่หลายรุ่นว่าการจัดรับน้องสิ่งที่คนจัดต้องให้ความสำคัญที่สุด ไม่ใช่แต่ปีใดปีนึงแต่เป็นทุกคนที่เข้าร่วมงาน แต่ด้วยความเป็นน้องก็จะต้องควรอำนวยความสะดวกให้พี่ๆทุกคนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ทุกๆปีที่ผ่านมาของการจัดรับน้องนั้นพี่บัณฑิตต้องได้รับความสะดวกสบาย เพื่อเป็นการแสดงศักยภาพในการทำงานว่าเราจัดสรรค์ทุกสิ่งทุกอย่างได้ดี ไม่ให้พี่เค้าไปบ่นว่าได้ในภายหลัง ส่วนพี่ปี 4 งานรับน้องก็ถือว่าเป็นงานสุดท้ายก่อนไปฝึกงานและโอกาสที่น้องๆจะได้เจอปี 4 ก็มีน้อยลง ฉนั้นการให้ความสำคัญกับปี 4 ก็ต้องพอกันกับพี่บัณฑิตสิ่งที่พูดมานี่ไม่ได้คิดเองเออเองแต่เป็นสิ่งที่พี่ๆค่อยย้ำเตือนเสมอตอนที่เราอยู่ปี 2 เป็นคนจัดรับน้องและเราก็ทำเช่นนั้นตลอดมา แต่สิ่งที่ปี 4 เจอในงานรับน้องครั้งนี้ทำให้เราน้อยใจว่าการไปแค่ 6 คนและเป็น 4 คนทีไม่ได้กินเหล้าจะให้ความรู้สึกเป็นภาระของน้องๆขนาดนี้ ทำให้ปี 2 ต้องวุ่นวายปี 3 ไม่พอใจเหตุการณ์แบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในการรับน้องครั้งไหนๆที่เราเคยรับรู้มา
บายศรีถือเป็นพิธีที่ศักสิทธิ์เป็นการเชื่อมความสัมพันธ์และสร้างความรู้สึกที่ดีให้ระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้อง ปี 1 จะต้องได้รับการผูกข้อมือจากพี่ทุกคนอยู่แล้วเป็น ไฟลท์บังคับ แต่ปี 2-3 ไม่มีการบังคับโดยเฉพาะปี 2 เรามีพี่เยอะแยะสิ่งที่ควรเป็นคือเราควรจะให้พี่ทุกคนในที่นั้นผูกข้อมือให้เราหรืออย่างน้อยๆ พี่บัณฑิตทุกคนก็ยังดี บรรยากาศจะได้อบอุ่นให้น้องปี 1 ได้รู้สึกว่าเราเป็นครอบครัวกันจริงๆ
เรื่องที่อยากจะฝากถึงปี 1 ปีนี้ ในงานบายศรีได้บอกกับน้องๆแล้วว่าปีหน้าอย่าจัดรับน้องวันธรรมดา และขอให้จัดเร็วกว่านี้ ขอให้น้องมองวิธีการทำงานของพี่ๆ แล้วนำสิ่งที่ดีไปใช้ และปรังปรุงในสิ่งที่ขาดตกกับคำพูดที่พี่บอกกับน้องๆที่ริมหาดในคืนบายศรีว่า "คนเก่งเรียนรู้จากการกระทำของตนเอง แต่คนฉลาดเรียนรู้จากการกระทำของคนอื่น" น้องอยากเป็นแบบไหน พี่เชื่อว่าถ้าให้ปี 2 จัดรับน้องอีกครั้งจะต้องเก่งขึ้นและไม่มีปัญหาอย่างนี้แน่นอน
สิ่งที่พูดนั้นก็ได้พูดกับน้องไปบ้างแล้วแต่บางเรื่องก็ยัง แต่ที่พูดมาทั้งหมดเป็นแค่ส่วนหนึ่งของงานทั้งหมด ในส่วนที่มันดีก็มีอยู่ไม่น้อย อยากให้คนที่อ่านได้พูดคุยกับคนอื่นที่มีแง่มุมที่ต่างออกไปด้วยนะจ้ะ เดี๋ยวเค้าจะหาว่าฟังความข้างเดียว